วิธีแต่งหน้ารับปริญญาที่คุณเองก็ทำได้

สำหรับวันรับปริญญานับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญต่อชีวิตคนเราอย่างมากเลยค่ะ สาวๆ หลายคน นอกจากจะฝันถึงวันแต่งงานที่จะได้สวมชุดเจ้าสาวสีขาวและควงแขนคนรักออกงานอย่างงดงาม สมสง่า ท่ามกลางลุคสวยๆ แล้ว วันรับปริญญาก็จัดเป็นอีกวันแห่งความล้ำค่าที่มีความหมายต่อชีวิตและความทรงจำมากที่สุดอีกวันหนึ่ง

และเมื่อวันรับปริญญาใกล้เข้ามาถึง สาวๆ ที่รักการแต่งหน้าทั้งหลายจะรอช้าอยู่ไยจริงมั้ยคะ งานนี้ไม่ต้องไปหวังพึ่งช่างแต่งหน้าทำผมแล้วล่ะ เพราะสาวๆ ยุคใหม่เพียงหัดแต่งหน้าทำผมเองก็สามารถแต่งได้แบบสวยๆ ในแบบต้องการและไม่ต้องเปลืองเงินจ้างช่างแพงๆ อีกด้วย ว่าแต่ใครที่ยังแต่งไม่เป็น วันนี้เราก็นำวิธีการแต่งหน้าเพื่อรับปริญญามาฝากสาวๆ กันแล้วค่ะ

12.1

1.เซ็ทผิวให้เรียบเนียนด้วยการลงไพร์เมอร์ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที เพื่อให้ไพร์เมอร์เซ็ทตัวบนผิวหน้า จากนั้นให้ลงรองพื้นให้ทั่วใบหน้า ใช้นิ้วมือค่อยๆ ตบรองพื้นเนียนไปกับผิวเรา

2.ปกปิดร่องรอยของสิวและจุดด่างดำด้วยซีลเลอร์ จะทำให้ผิวดูเนียนมากขึ้น และหมดปัญหาสิวหรือจุดด่างดำบนใบหน้าไปได้เลย

3.เขียนคิ้วให้เข้ากับรูปหน้า ด้วยสีที่สุภาพ พยายามอย่าใช้สีที่แจ๊ดหรือโดดเด่นจนเกินไป อย่าลืมนะคะว่านี่งานรับปริญญาไม่ใช่งานแฟนซีหรืองานปาร์ตี้นะ

4.ใช้แปรงแตะเฉดดิ้ง แล้วค่อยๆ แต้มลงไปตรงบริเวณขากรรไกรด้านล่าง ขึ้นถึงกรอบหน้า แล้วเริ่มปัดใหม่จนกว่าจะได้ระดับความเข้มที่เราพอใจค่ะ

12.2

5.ปัดแก้มซักเล็กน้อยด้วยโทนสีชมพู หรือโทนสีส้ม จะได้ลุคที่ดูสดใสเป็นธรรมชาติมากๆ แถมยังได้ความสดใสน่ารักแถมไปอีกด้วย

6.แตะอายแชโดว์สีน้ำตาลไล่ตั้งแต่ปลายหางตาเข้ามาถึงเปลือกตาตรงกลาง จากนั้นใช้แปรงหัวฟุ้งๆ แตะอายแชโดว์สีน้ำตาลเข้ม เอามาแต้มลงบริเวณหางตา ค่อยๆ ไล่เข้ามาจนถึงกึ่งกลางตาดำจะช่วยให้ตาดูโตขึ้นและมีมิติมากยิ่งขึ้น จากนั้นให้ลงอายแชโดว์สีน้ำตาลประกายทอง ตรงบริเวณกลางตา จะทำให้ตาดูบริ๊งขึ้น

7.ลงอายไลเนอร์เพื่อดวงตาที่สวยคมกันซักเล็กน้อย อย่าลืมลากเส้นบนขอบตาให้ชิดมากที่สุด ทั้งขอบตาบนและขอบตาล่าง จะเน้นดวงตาให้สวยคมได้เป็นอย่างดี

8.ลงลิปสติกโทนสีชมพู หรือสีส้มจะได้ลุคที่สดใสสุดๆ ค่ะ ถ้าอยากให้สีลิปสติกอยู่ทนตลอดทั้งวัน ก็ให้ใช้ดินสอเขียนขอบปากเขียนลงไปก่อน แล้วค่อยทาลิปสติกให้ทั่วริมฝีปากเลย หยิบทิชชู่มาเม้มปากซักนิดนึง แล้วทาลิปสติกอีกรอบ ทาลิปกลอสทับ แค่นี้ก็ยิ้มสวยๆ ได้ตลอดทั้งวันแล้วค่ะ

เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับ How To แต่งหน้ารับปริญญาในครั้งนี้ ทำให้แต่งตามกันได้ไม่ยากเลยใช่มั้ยคะ ? ถ้าเราลองหัดแต่งหน้าบ่อยๆ สกิลเราจะสูงขึ้น ทีนี้เราก็จะแต่งหน้าสวยๆ เก๋ๆ  ได้อย่างง่ายๆ แบบไม่ต้องง้อช่างให้เปลืองตังค์ หวังว่าสาวๆ จะชอบ How To นี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้าค่ะ

แต่งหน้าแฟนซีไปงานบายเนียร์

วันนี้เราจะมาสอนวิธีแต่งหน้าแบบแฟนซี เพื่อเอาไว้แต่งไปปาร์ตี้ ไปงานบายเนียร์ กันค่ะ แน่นอนว่าสาวๆ เองก็คงจะมีงานเลี้ยงสังสรรค์และงานแฟนซีกับเพื่อนๆ อยู่บ่อยๆ เหมือนกันใช่ไหมล่ะ แต่การจะแต่งหน้าให้โดดเด่นที่สุดในงานได้นั้นก็ดูจะเป็นเรื่องที่ยากมากทีเดียว ก็แหม! แต่งหน้าแบบแฟนซีนี่เนอะ ไม่ใช่แต่งหน้าแบบทั่วๆ ไปนะ เพราะฉะนั้นมาดูเทคนิคในการแต่งหน้าที่เรานำมาฝากกันดีกว่า

11

1.ลงคอนซีลเลอร์ที่ใต้ตา แล้วตบเบาๆ ให้เนื้อครีมกลืนไปกับผิว จากนั้นให้ลงอายไลเนอร์สีขาวบริเวณใต้ตา เพื่อให้ดวงตาดูกลมโตและมีมิติมากยิ่งขึ้น ดวงตาที่กลมโตเหมาะกับงานแฟนซีสุดๆ เลยล่ะ

2.ใช้อายไลเนอร์แบบเมจิก วาดตามแนวขอบตาล่างให้ห่างจากขอบตาเพียงนิดเดียว ไม่ต้องเยอะมาก

3.ใช้แปรงหัวตัดแตะอายแชโดว์สีน้ำเงินเข้ม แล้วค่อยๆแตะลงบนเส้นอายไลเนอร์ที่เรากรีดไว้ แต้มให้สีอายแชโดว์กลืนทับไปกับสีอายไลเนอร์

4.สร้างความโดดเด่นให้ดวงตากันด้วยอายแชโดว์สีสันบาดจิตอย่างสีส้มบริเวณเปลือกตาทั้งหมด

  1. ใช้แปรงหัวตัดแตะอายแชโดว์สีน้ำเงิน วาดจากหัวตาไล่ไปเรื่อยๆ จนถึงหางตา

6.เพิ่มความฟรุ้งฟริ้งด้วยอายแชโดว์สีฟ้า ค่อยๆแต้มลงไปตามแนวอายแชโดว์สีน้ำเงินที่เราลงเอาไว้ ค่อยๆ เบลนอายแชโดว์สีฟ้าให้ฟุ้งออกมานอกเส้นสีน้ำเงินเล็กน้อย เกลี่ยสีให้กลืนกันมากที่สุด

7.แต้มอายแชโดว์สีขาวลงบริเวณหัวตา แล้วค่อยๆ เกลี่ยให้ฟุ้งๆ แต่พอดีๆ ก็พอ เพราะไม่อย่างนั้นหัวตาอาจจะเด่นเกินสีอายแชโดว์เกินไป

8.กรีดอายไลเนอร์แบบแจ่มๆ ด้วยการลากหางอายไลเนอร์ให้เลยออกมาจากปลายตาเล็กน้อย ลากเส้นอายไลเนอร์ให้ขนานไปกับสีอายแชโดว์ที่เราลงไว้

9.ติดขนตาปลอมเบอร์ที่ดูฟูและหนาเป็นพิเศษเพื่อให้ดูแฟนซีมากยิ่งขึ้น

10.ลงอายแชโดว์สีขาวมุกให้ทั่วบริเวณโหนกคิ้ว เบลนสีอายแชโดว์ให้มาถึงหัวคิ้ว ลงสีอายแชโดว์ให้ดูเป็นสีขาวชัดเจน ถึงจะดูเป็นแฟนซีค่ะ

11.ลงอายแชโดว์สีขาวมุกบริเวณหัวตา และเบลนอายแชโดว์ให้เป็นเส้นกลืนไปกับเส้นอายไลเนอร์ที่ขอบตาล่างด้วย

12.ลงไฮไลท์เพื่อเพิ่มความโดดเด่นที่หน้าผาก จมูก คาง และแก้ม ค่อยๆเกลี่ยให้สีไฮไลท์เนียนไปกับผิว

13.ปัดบรัชออนสีชมพู ก็จะได้ลุคคาวาอี้แบบตุ๊กตา สุดๆ

14.ทาลิปสติกด้วยโทนสีชมพูอ่อนๆ อย่างโทนกุหลาบ จะเหมาะที่สุดกับลุคนี้

เบาะรองนั่ง ไอเดียเก๋ ทรงกลม ลายน่ารักๆ
ขนาดประมาณ 37 Cm ความหนาประมาณ 7 Cm
ใช้สำหรับรองนั่งบนรถ โซฟา หรือเก้าอี้
ขายปลีก 150 บาทนะจ้ะ
ขายส่ง 4 ชิ้นขึ้นไป 130 บาท
ขายส่ง 12 ชิ้นขึ้นไป 120 บาท

เบาะรองนั่ง

 

Save

ฝึกแต่งหน้าเจ้าสาวกันเถอะ

สาวๆ หลายคนก็คงเคยฝันไว้ว่าอยากจะแต่งงานใช่มั้ยคะ งั้นเรามาลองแต่งหน้าซ้อมรับกันก่อนดีมั้ยเอ่ย ซึ่งวันนี้เราก็มีเทคนิคในการแต่งหน้าเจ้าสาวให้ดูสวยเด่นและเป็นธรรมชาติสุดๆ มาฝากกันด้วยค่ะ รับรองว่าแต่งตามได้ไม่ยากแน่นอน แถมยังได้ลุคเจ้าสาวแสนหวานสุดเพอเฟ็กต์อีกด้วยนะ

10.1

1.สาวๆ ที่มีรอยแดงจากสิว ให้ใช้เบสเขียวกลบรอยแดงให้ทั่วใบหน้าเลยนะคะ หลังจากนั้นลงรองพื้นให้เหมาะกับสภาพผิว ลองใช้เทคนิคเพื่อให้ผิวดูสว่าง ด้วยการปัดแป้งฝุ่นโปร่งแสง เพื่อให้ผิวไม่ดูเหนื่อยล้ามากเกินไปค่ะ และยังทำให้ใบหน้าดูกระจ่างใส โดดเด่นมากขึ้นอีกด้วย

2.ลงอายไพร์เมอร์กันก่อนจะช่วยให้เครื่องสำอางติดทนนานมากยิ่งขึ้น ใช้อายแชโดว์เนื้อฝุ่นมาไล้บริเวณโหนกคิ้ว จะช่วยให้ดวงตาดูกลมโตและสดใสขึ้นได้ ถ้าอยากให้โหนกคิ้วดูโดดเด้งก็ให้ใช้อายแชโดว์แบบชิมเมอร์ก็ไม่เสียหายค่ะ

3.เพิ่มมิติให้กับดวงตา ด้วยอายแชโดว์ที่มีสีเข้มขึ้นประมาณสี Coffee Bean ค่ะ โดยใช้แปรงแตะอายแชโดว์ แล้วไล้บริเวณหางตาขึ้นมาให้เป็นรูปตัว V เพื่อคัดเบ้า ใช้แปรงค่อยๆ เกลี่ยอายแชโดว์จากหัวตามาจนถึงกลางตาให้ดูกลมกลืนและดูฟุ้งมากที่สุด วิธีนี้จะช่วยให้ดวงตาของเราดูมีมิติ ดูกลมโต

4.แตะอายแชโดว์สีเดียวกันไล้บริเวณขอบตาล่างเล็กน้อย เพื่อให้ได้ลุคที่ดูธรรมชาติ ใช้แปรงไล้จากปลายหางตามาบริเวณกึ่งกลาง โดยเน้นให้ขอบปลายหางตาบนและหางตาล่างชนกัน จะเน้นให้ดวงตาดูคมเข้มมากขึ้น

5.แตะอายแชโดว์สีบรอนซ์ทองลงบนเปลือกตา แล้วเกลี่ยให้สีของอายแชโดว์ดูฟุ้ง ไม่หนาจนเกินไปค่ะ

6.ใช้แปรงหัวตัด แตะอายแชโดว์สีดำ ไล้จากบริเวณปลายหางตาด้านล่าง มาจนถึงบริเวณหัวตา โดยพยายามตัดเส้นให้คม เพื่อลุคที่สวยคมเข้ม  อย่าลืมให้สีของอายแชโดว์ดูชิบขอบตามากที่สุด

7.ปัดขนตาแบบซิกแซกจะช่วยให้ขนตากระจายตัวออกเป็นแพ ทำให้ดวงตาดูหวานมากยิ่งขึ้น

8.ลงคอนซีลเลอร์ใต้ตาเพื่อปกปิดรอยคล้ำกันซักเล็กน้อย หลายคนอาจจะเคยชินกับการลงคอนซีลเลอร์เป็นแนวนอน ไปตั้งแต่หัวถึงหางตาจะช่วยให้ตาดูสดใสขึ้น  แต่ตามธรรมชาติแล้ว บริเวณหางตา และ ขมับ ควรจะมีสีที่เข้มกว่า ลองใช้คอนซีลเลอร์สีเหลือง ลงบริเวณที่คล้ำบางๆ จะให้ดูสว่างขึ้น

9.ลงรองพื้นแล้วใช้แปรงเกลี่ยรองพื้นให้ทั่วหน้าค่ะ จากนั้นให้ลงไฮไลท์แบบครีมมี่ให้ผิวหน้า เวลากระทบแสง จะทำให้ใบหน้าของเรา ดูมีมิติแบบเป็นธรรมชาติ

10.ใช้แปรงเบอร์ใหญ่แตะเฉดดิ้ง ลงบริเวณข้างจมูก ใต้คางด้านข้าง  เกลี่ยให้เฉดดิ้งเนียนไปกับผิวหน้า อย่าให้เห็นความแตกต่างของไฮไลท์และเฉดดิ้งมากเกินไปนัก

 

  1. ปัดบรัชออนด้วยสีคุมโทนอย่างสีโทนส้ม หรือโทนสีส้มเบสก็ได้ ปัดบรัชออนตามแนวเฉียงขึ้นมาบริเวณโหนกแก้ม ค่อยๆไล่มาจนถึงพวงแก้ม จะช่วยทำให้ใบหน้าของเราดูเรียวขึ้นด้วย
  2. ลงลิปสติกสีนู้ดให้ทั่วริมฝีปาก ตามด้วยลิปกลอสเพื่อไม่ให้ปากแห้งแตก

แถ่น..แถ๊นนนนน!!! เป็นยังไงกันบ้างคะสาวๆ กับ How To แต่งหน้าเจ้าสาว ในลุคสโมคกี้อาย มันแจ่มมากเลยใช่มั้ยคะ? แถมแต่งตามได้ไม่ยากด้วย เชื่อว่าสาวๆ ทุกคน จะต้องแต่งหน้าในลุคนี้กันได้อย่างสบายๆ แน่นอนค่ะ ลุคนี้สามารถแต่งไปงานกลางคืนก็ได้นะคะ รับรองว่าเจิดอย่าบอกใครเชียวค่ะ แล้วพบกันใหม่ ใน How To หน้านะคะ ^^

แต่งหน้าเจ้าสาว แบบนี้สิใช่เลย

เชื่อว่าสาวๆ หลายๆคน ก็คงจะมีความฝันที่จะได้แต่งงานกันใช่ไหมคะ ซึ่งแน่นอนว่าการแต่งหน้าเจ้าสาวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับผู้หญิงทุกคนค่ะ ลองมาดูกันเลยดีกว่า ซึ่งวันนี้เราก็มีเทคนิคในการแต่งหน้าสำหรับเจ้าสาวมาแนะนำกันอีกเช่นเคย

Young beautiful bride applying wedding make-up

1.ลง Foundation Primer เพื่อให้ผิวหน้าของเราเนียนเรียบและเกลี่ยรองพื้นง่ายขึ้น รอประมาณ 1 นาที เพื่อให้ไพร์เมอร์เซ็ทกับผิวหน้าแล้วลงรองพื้นกันเลย จะเลือกใช้แปรงหรือมือก็ได้ ตามแต่ถนัดเลยนะคะ

2.ลงคอนซีลเลอร์เฉดสีที่อ่อนกว่าสีผิว 1 เฉด บริเวณที่เราต้องการจะปกปิด ใช้ปลายนิ้วหรือจะใช้แปรงแบนสำหรับทาคอนซีลเลอร์โดยเฉพาะมาเกลี่ยเบาๆ จากบริเวณที่ชิดขอบตามากที่สุดออกมาบริเวณใต้ตาให้คอนซีลเลอร์เนียนเข้ากับสีผิว

3.ไฮไลท์บริเวณจุดที่สำคัญๆ เช่นสันจมูก หน้าผาก คาง เหนือปากเล็กน้อย เพื่อให้ปากดูเข้ารูปมากขึ้น แนะนำว่า ควรใช้ไฮไลท์แบบครีมมี่ จะทำให้ใบหน้าของเราดูมีมิติแบบธรรมชาติมากกว่าการใช้ไฮไลท์แบบฝุ่น

  1. ลงแป้งฝุ่นซักเล็กน้อย เพื่อไม่ให้หน้ามันจนเกินไปค่ะโดยแนะนำให้เลือกแป้งฝุ่นที่มีโทนสีเดียวกับผิว จะช่วยเน้นให้ผิวดูสว่างมากขึ้นได้ดีและไม่ทำให้ดูเว่อร์จนเกินไปด้วย

5.ใช้แปรงแตะเฉดดิ้งที่สีเข้มกว่าสีผิวซักเล็กน้อย ค่อยๆระบายตรงส่วนที่เราต้องการให้ดูเล็กและแคบลง เกลี่ยให้กลืนกับผิวเรามากที่สุด

6.ปัดบรัชออนด้วยโทนสีชมู หรือโทนสีส้มก็ได้ จะได้ลุคที่ดูสง่างามและไม่หวือหวาจนเกินไป เทคนิคง่ายๆ คือปัดบรัชออนไล่จากกรอบหน้าออกมา แล้วปัดบรัชออนไปที่โหนกแก้มด้วยเพื่อเพิ่มความมีชีวิตชีวา

7.ใช้อายแชโดว์สีน้ำตาลร่างโครงคิ้วแบบที่เราชอบ จากนั้นใช้อายแชโดว์แบบฝุ่นระบายทับลงไปอีกที จะทำให้เราดูซอฟท์ เข้ากับลุคในวันนี้มากที่สุด

8.ลงอายแชโดว์สีน้ำตาลที่เบ้าตาด้านบน เพื่อให้ดวงตาดูมีมิติ  แล้วใช้สีน้ำตาลเข้ม เบลนจากหางตาเข้ามาเล็กน้อย

9.ลงอายแชโดว์สีขาวมุกให้ทั่ว เพื่อให้ดวงตาดูสดใส  จะเลือกใช่อายแชโดว์แบบที่มีกลิตเตอร์ก็ได้ จะช่วยให้ลุคเราดูมีอะไรมากยิ่งขึ้นนะคะ

10.กรีดอายไลเนอร์บางๆ เพื่อให้ดวงตาดูคมชัดขึ้น พยายามเขียนให้ชิดกับขอบตามากที่สุด

11.ใช้แปรงปลายตัด แตะอายแชโดว์สีน้ำตาลแล้วลากเบาๆ ที่ขอบตาล่าง ตั้งแต่หัวตาจนสุดปลายหางตา จะช่วยให้ดวงตาเราดูคมและโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

12.ทาลิปสติกโทนสีนู้ด เพื่อไม่ให้สีของปากเด่นแข่งกับดวงตา

แป้งผสมรองพื้น แบบไหนที่เหมาะกับคุณนะ?

แป้งผสมรองพื้นมีมากมายหลายยี่ห้อ ซึ่งก็จะมีส่วนผสมที่แตกต่างกันไปจึงทำให้แป้งแต่ละยี่ห้อมีความเหมาะกับผิวของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าแป้งผสมรองพื้นแบบไหนที่เหมาะกับคุณมากที่สุดและไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว อีกทั้งยังช่วยให้ผิวหน้าของคุณดูสวยเด้งอีกด้วย

8.1

แป้งผสมรองพื้นสำหรับสาวผิวมัน

สำหรับสาวหน้ามันจะต้องเลือกแป้งผสมรองพื้นที่มีส่วนช่วยในการดูดซับความมันได้เป็นอย่างดีและจะต้องไม่มีส่วนผสมของ oil ด้วย ซึ่งเราขอแนะนำแป้งผสมรองพื้นยี่ห้อนี้เลยค่ะ

Dior

เมื่อพูดถึง Dior ต้องบอกเลยว่าเหมาะกับสาวผิวแห้งจริงๆ ค่ะ เพราะ Dior มีส่วนผสมของ oil ซึ่งทาแล้วจะทำให้ใบหน้าที่แห้งดูสวยและดูชุ่มชื้นขึ้น อีกทั้งยังสามารถปกปิดริ้วรอยได้อย่างเนียนกริบเลยล่ะ แต่แป้งผสมรองพ้นยี่ห้อนี้จะมีราคาแพงมากเลยล่ะ เรียกได้ว่าเป็นแป้งผสมรองพื้นระดับไฮโซกันเลยทีเดียว

8.2

Maybelline

Maybelline เป็นแป้งผสมรองพื้นที่มีส่วนช่วยในการควบคุมความมันได้ดีและยังช่วยป้องกันแสงแดดได้อีกด้วย เนื่องจาก แป้งผสมรองพื้นยี่ห้อ Maybelline นั้นมีเนื้อแป้งที่ละเอียดมากอีกทั้งยังมีส่วนผสมของสารที่ช่วยดูดซับความมันได้ดี ซึ่งจะช่วยให้ใบหน้าของคุณดูเรียบเนียนได้ตลอดทั้งวันโดยไม่มีปัญหาหน้ามันหรือเนื้อแป้งหลุดลอกจนต้องทาใหม่บ่อยๆ มากวนใจเลยล่ะ นอกจากนี้ Maybelline ยังมีราคาถูกอีกด้วยนะ เรียกได้ว่าราคาสบายกระเป๋าเลยล่ะ

Zendori

สำหรับสาวหน้ามันยี่ห้อนี้ก็เป็นยี่ห้อที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะ ซึ่ง Zendori นั้นเป็นแป้งผสมรองพื้นที่สามารถปกปิดความหมองคล้ำบนใบหน้าได้เป็นอย่างดีและยังควบคุมความมันได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย นอกจากนี้ Zendori ยังมีราคาถูกอีกด้วยนะ รับรองว่าสาวๆ จะต้องถูกใจแน่นอน แต่สำหรับสาวคนไหนที่มีริ้วรอยและจุดด่างดำบนใบหน้ามากเกินไป ไม่แนะนำให้ใช้แป้งผสมรองพื้นยี่ห้อนี้เลยค่ะ เพราะมันสามารถปกปิดริ้วรอยต่างๆ ได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้นเอง แต่เรื่องของการควบคุมความมันต้องยกนิ้วให้เลยล่ะ

8.3

แป้งผสมรองพื้นสำหรับสาวผิวแห้ง

สำหรับสาวผิวแห้งควรเลือกใช้แป้งผสมรองพื้นที่มี oil เป็นส่วนผสมและสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของคุณได้ดี ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการบำรุงผิวหน้าของคุณให้เนียนนุ่มขึ้นนั่นเอง อีกทั้งการใช้แป้งผสมรองพื้นที่เหมาะกับผิวหน้าของตัวเองยังทำให้แป้งติดทนนานมากกว่าปกติด้วยนะคะ ซึ่งวันนี้เราก็มีแป้งผสรองพื้นยี่ห้อที่เหมาะกับสาวผิวแห้งมาแนะนำเช่นกันค่ะ

MAC

แป้งผสมรองพื้นยี่ห้อ MAC เป็นแป้งที่เหมาะกับสาวผิวแห้งเป็นอย่างมากเลยล่ะ เพราะมีส่วนช่วยในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดีและยังทำให้ผิวหน้าของคุณเรียบเนียนได้เพียงแค่ทาบางๆ เท่านั้น แต่แป้งผสมรองพื้นยี่ห้อนี้จะโบ๊ะไปสักนิดนะคะ ซึ่งก็จะเหมาะกับสาวที่ชอบแต่งหน้าจัดมากกว่า เพราะฉะนั้นหากคุณชอบแต่งหน้าจัดอยู่แล้ว ก็ต้องใช้แป้งผสมรองพื้นยี่ห้อ MAC เลยค่ะ

Revlon

สำหรับแป้งผสมรองพื้นยี่ห้อนี้สาวๆ ส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าเหมาะกับสาวหน้ามันมากกว่า แต่ความจริงแล้วยี่ห้อนี้สามารถควบคุมความมันได้นิดเดียวเท่านั้นเองค่ะ ซึ่งหากนำมาใช้กับสาวผิวแห้งจะพบว่าให้ผลดีและเหมาะกว่าเป็นไหนๆ เลย ทั้งนี้ก็เพราะ Revlon จะช่วยให้ผิวที่แห้งอยู่แล้วไม่แห้งมากไปกว่าเดิมและยังทำให้หน้าเด้งและดูเงานิดๆ อีกด้วย อย่างนี้สาวผิวแห้งต้องหันมาใช้แป้งผสมรองพื้นยี่ห้อนี้กันบ้างแล้วล่ะ เพราะใช้ดีและติดทนนานจริงๆ ค่ะ

8.4

แป้งผสมรองพื้นสำหรับสาวผิวปกติ

สำหรับสาวที่มีผิวหน้าปกติจะสามารถเลือกใช้แป้งผสมรองพื้นได้อย่างหลากหลายมากกว่าสาวผิวมันและผิวแห้งมากทีเดียว แต่แป้งผสรองพื้นที่ดูแล้วน่าจะเหมาะกับสาวผิวหน้าปกติมากที่สุด ก็คือ

Chanel

Chanel เป็นแป้งผสมรองพื้นระดับไฮโซ ที่คุณภาพดีและติดทนนานจริงๆ ค่ะ แถมยังมีราคาแพงสุดๆ ด้วยนะ แต่ก็เป็นยี่ห้อที่เหมาะกับสาวผิวปกติมากทีเดียว เพราะไม่ทำให้หน้ามันเกินไปและไม่ทำให้หน้าแห้งเกินไปอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถปิดริ้วรอยและความหมองคล้ำบนใบหน้าของคุณได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่า Chanel เป็นแป้งผสมรองพื้นที่มีคุณภาพคุ้มค่ากับราคาจริงๆ ค่ะ

Laura Mercier

สำหรับยี่ห้อนี้ก็เหมาะกับสาวผิวหน้าปกติเหมือนกันนะคะ แถมยังสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิวอีกด้วย ซึ่งจุดเด่นของแป้งผสมรองพื้นยี่ห้อนี้ก็คือความละเอียดของเนื้อแป้งที่จะทำให้ใบหน้าของคุณเรียบเนียนได้ทันทีที่ทาและไม่เกิดคราบแม้ว่าจะมีเหงื่อออกมากเท่าไหร่ก็ตาม อยากมีผิวหน้าที่เนียนสวยก็ลองใช้แป้งผสมรองพื้นยี่ห้อนี้กันดูนะคะ

อยากให้ใบหน้าของคุณดูสวยใสทันทีที่แต่งหน้าก็ต้องเลือกแป้งผสมรองพื้นให้เหมาะกับผิวของตัวเองด้วยนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อให้แป้งผสมรองพื้นมีประสิทธิภาพมากที่สุดและติดทนนานได้อย่างยาวนานที่สุดนั่นเอง

 

คอลซีลเลอร์ตัวไหนที่ใช่คุณ มาเลือกใช้ให้เหมาะกันดีกว่า

การเลือกใช้คอลซีลเลอร์ก็สามารถบอกความเป็นตัวคุณได้เหมือนกันนะคะ เพราะคอลซีลเลอร์แต่ละแบบแต่ละยี่ห้อนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นดีไซต์การออกแบบของบรรจุภัณฑ์หรือจะเป็นคุณสมบัติรายย่อยของคอลซีลเลอร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นี่ล่ะที่จะเป็นตัวบอกความเป็นตัวคุณได้เป็นอย่างดี และยังบอกได้ด้วยว่าคอลซีลเลอร์ตัวนี้ใช่คุณหรือไม่ อยากรู้ว่าคอลซีลเลอร์ตัวไหนที่ใช่คุณ เราไปดูกันค่ะ.

7.1

คอลซีลเลอร์สำหรับสาวหวาน

สำหรับสาวหวาน คอลซีลเลอร์ที่เหมาะกับสไตล์ของคุณมากที่สุดก็คือ คอลซีลเลอร์ที่มีความคิกขุ น่ารักและมีเนื้อครีมที่บางเบาเพียงแค่ทาบางๆ ก็จะทำให้ใบหน้าของคุณดูสวยใสอย่างเป็นธรรมชาติได้ ซึ่งคอลซีลเลอร์ที่ใช่คุณมากที่สุดก็คือ

SANA

SANA เป็นคอลซีลเลอร์สไตล์ญี่ปุ่นที่กำลังมาแรงและมีบรรจุภัณฑ์ที่คิกขุน่ารักมากทีเดียว โดย SANA นั้นจะมีจุดเด่นของมันเอง ซึ่งก็คือลายแมวน้ำ ลายจระเข้และลายหมีน้อยนั่นเอง แถมคุณภาพยังเต็มเปี่ยมอีกด้วยนะคะ สาวคนไหนที่ชอบความคิกขุแบบนี้ก็ลองหาซื้อมาใช้กันด่วนเลยนะคะ รับรองว่าเหมาะกับคุณแน่นอน

Maybelline

Maybelline ยี่ห้อนี้ก็เป็นคอลซีลเลอร์สไตล์หวานๆ ที่เหมาะกับสาวหวานเหมือนกันนะคะ แถมยังปกปิดริ้วรอยและรอยหมองคล้ำได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย ส่วนเรื่องของราคานั้นต้องบอกเลยว่าถูกจริงๆ ค่ะ สาวๆคนไหนที่มีงบน้อยเลือกใช้คอลซีลเลอร์ยี่ห้อนี้กันได้เลยนะคะ เพราะถึงแม้จะราคาถูกแต่คุณภาพก็ไม่ถูกตามไปด้วยอย่างแน่นอน

7.2

คอลซีลเลอร์สำหรับสาวเปรี้ยว

สำหรับสาวเปรี้ยว คอลซีลเลอร์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะต้องเป็นคอลซีลเลอร์แบบเข้มๆ ที่จะเน้นให้ดวงตาของคุณดูเข้มและเจิดจรัสสุดๆ และยิ่งถ้ามียี่ห้อดีและราคาแพงด้วยแล้ว จะยิ่งเสริมให้คุณดูเป็นสาวเปรี้ยวจี๊ดสุดไฮโซกันเลยล่ะ แต่คอลซีลเลอร์ตัวไหนนะที่ใช่คุณ เรามาดูกันค่ะ

Amazing Cosmetics

สาวเปรี้ยวใช่ไหมต้องนี่เลย Amazing Cosmetics คอลซีลเลอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในวงการดารา และยังเป็นคอลซีลลเลอร์ที่ได้รับความนิยมจากสาวๆ มาอย่างยาวนานอีกด้วย นอกจากนี้ Amazing Cosmetics ยังมีสีสันที่ฉูดฉาดแบบว่าสาวเปรี้ยวต้องยกนิ้วให้เลยล่ะ แต่ราคาก็แพงสุดๆเหมือนกันนะคะ ซึ่งหากไม่ไฮโซจริงๆ ก็อาจจะไม่มีวันได้หยิบ Amazing Cosmetics มาใช้กันเลยล่ะ

Revlon

สำหรับคอลซีลเลอร์ตัวนี้ก็เหมาะกับสาวเปรี้ยวเหมือนกันนะคะ ไม่ว่าจะเป็นดีไซต์การออกแบบหรือเนื้อครีมที่จะช่วยเสริมให้ใบหน้าของคุณดูเปรี้ยวได้แบบไม่ต้องเติมแต่งอะไรมากมายเลยล่ะ แถมยังสามารถใช้แทนครีมรองพื้นได้ด้วยนะคะ สำหรับใครที่ไม่ค่อยมีเวลาแต่งหน้าแต่อยากเปรี้ยวแบบสุดๆ ลองใช้คอลซีลเลอร์ตัวนี้ดูนะคะรับรองแจ่มแน่นอน

7.3

คอลซีลเลอร์สำหรับสาวมาดเท่ห์

สำหรับสาวมาดเท่ห์ แนะนำให้ใช้คอลซีลเลอร์ที่มีดีไซต์เรียบง่ายและมีเนื้อครีมสีเข้มๆ แต่ไม่จัดจนเกินไปและที่สำคัญควรให้หนาเข้าไว้ เพื่อเน้นให้ใบหน้าของคุณดูมาดเท่ห์ขึ้นนั่นเอง ซึ่งคอลซีลเลอร์ที่ใช่คุณที่สุด ก็คือ

Nars

Nars เป็นคอลซีลเลอร์ที่มีเนื้อครีมหนาเข้มและยังปกปิดรอยหมองคล้ำและสิวบริเวณรอบดวงตาได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย นอกจากนี้ยังไม่ทำให้เกิดคราบจากการโดนเหงื่ออีกด้วยนะคะ ซึ่งจะเหมาะกับสาวมาดเท่ห์มากเลยล่ะ สาวๆ คนไหนอยากสวยใสในลุคมาดเท่ห์ก็หาคอลซีลเลอร์ยี่ห้อนี้มาใช้กันดูนะคะ

และนี่ก็คือ คอลซีลเลอร์สำหรับสาวแต่ละสไตล์ ใครอยากแต่งสวยลุคไหน อย่าลืมเลือกใช้กันตามนี้ดูล่ะ เพราะการแต่งหน้านั้น การลงด้วยคอลซีลเลอร์ก่อนเสมอก็เพื่อช่วยปกปิดอำพรางตำหนิและจุดด่างดำ รวมถึงริ้วรอยบนใบหน้าได้อย่างเนียนสนิท สาวๆ จึงไม่ควรมองข้ามการใช้ไอเทมเหล่านี้เด็ดขาด เมื่อเราหยิบมาแนะนำให้ได้รู้จักกันอย่างหลายแบรนด์แล้ว พลาดเลือกมาใช้ไม่ได้แล้วนะคะ

 

รองพื้น 7 ไอเทม ให้คุณได้สวยใสก่อนใคร

แต่งหน้าทีไรก็ต้องลงรองพื้นก่อนเสมอ เพื่อให้ใบหน้าดูเรียบเนียนและสวยใสขึ้น แต่รองพื้นที่ใช้นั้นก็ต้องมีคุณภาพสักนิดนะคะ เพราะหากคุณเลือกใช้รองพื้นที่ไม่มีคุณภาพล่ะก็ นอกจากจะไม่ติดทนนานแล้วยังอาจจะทำให้หน้าพังอีกด้วย ลองสำรวจเครื่องสำอางในกระเป๋าของคุณดูสิคะว่าคุณกำลังใช้เครื่องสำอางด้อยคุณภาพอยู่หรือไม่ ถ้าใช่รีบเปลี่ยนด่วยเลยค่ะ แต่จะเปลี่ยนเป็นยี่ห้ออะไรดีนั้น วันนี้เรามีรองพื้นคุณภาพดีที่สามารถปิดริ้วรอยได้อย่างดีเยี่ยมมาให้คุณได้เลือกใช้กันค่ะ

6.1

Lancome Teint Miracle

รองพื้นตัวนี้เป็นรองพื้นที่จะทำให้คุณดูสวยใสได้เหมือนสาวเกาหลีเลยล่ะ แถมเนื้อครีมยังบางเบาไม่ทำให้ใบหน้าดูหนาเตอะจากการทารองพื้นอีกด้วย นอกจากนี้ Lancome Teint Miracle ยังเป็นรองพื้นที่จะทำให้การแต่งหน้าของคุณดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด สาวๆ คนไหนที่ชอบแต่งหน้าแบบธรรมชาติอยู่แล้วพลาดไม่ได้เลยนะคะ

Estee Lauder Double Wear Stay In Place Makeup SPF 10 PA++

รองพื้นตัวนี้เป็นรองพื้นที่ได้รับความนิยมจากสาวๆ มาอย่างยาวนานเลยล่ะ จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นรองพื้นรุ่นแรกๆ ที่สาวๆ ส่วนใหญ่ให้ความไว้วางใจเลยนะคะ ซึ่งรองพื้นตัวนี้มีคุณสมบัติในการปกปิดริ้วรอยได้เป็นอย่างดีและยังทำให้ใบหน้าของคุณดูสวยเด้งได้ตลอดทั้งวันอีกด้วย ดีอย่างนี้ไม่ลองไม่รู้นะคะ

6.2

Chanel Vitalumiere Aqua

อากาศร้อนมักทำให้เครื่องสำอางหลุดลอกง่ายใช่ไหม แถมยังทำให้ปิดริ้วรอยได้ไม่มิดอีกด้วย แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาเลยค่ะ เพราะแค่คุณใช้ Chanel Vitalumiere Aqua รับรองเอาอยู่แน่นอน เนื่องจากรองพื้นยี่ห้อนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของความติดทนนานเป็นอย่างดีแถมยังเหมาะกับการใช้งานในหน้าร้อนที่สุดอีกด้วย เพราะฉะนั้นหน้าร้อนนี้เรามาใช้รองพื้นยี่ห้อนี้กันเถอะค่ะ

Giorgio Armani Luminous Silk Foundation

อยากให้ใบหน้าของคุณดูเรียบเนียนปราศจากริ้วรอยและจุดด่างดำ ลองใช้รองพื้นตัวนี้ดูสิคะ แล้วคุณจะพบว่าใบหน้าของคุณเนียนใสเหมือนไม่เคยมีริ้วรอยมาก่อนเลยล่ะ หรือหากใครที่มีรูขุมขนกว้างจนเป็นปัญหาให้ใบหน้าไม่เรียบเนียนรองพื้นตัวนี้ก็ช่วยคุณได้เหมือนกันนะคะ เพียงแค่ทารองพื้น Giorgio Armani Luminous Silk Foundation บางๆ ลงบนใบหน้าของคุณ คุณก็จะสามารถแต่งแต้มเครื่องสำอางตัวอื่นๆ ได้เลยโดยไม่ต้องกังวลเรื่องริ้วรอยบนใบหน้าเลยล่ะ

6.3

Bobbi Brown Skin Foundation SPF15

สำหรับรองพื้นตั้วนี้ก็ใช้ดีไม่แพ้รองพื้นยี่ห้ออื่นๆ เหมือนกันนะคะ เพียงแต่ถ้าจะให้ดีที่สุดคุณควรใช้คู่กับแป้งฝุ่น โดยลงรองพื้นเสร็จแล้วตามด้วยแป้งฝุ่นทันที แค่นี้ใบหน้าของคุณก็จะดูเรียบเนียนสุดๆ แล้วล่ะแถมยังติดทนนานอีกด้วยนะ สาวๆ คนไหนที่ชอบใช้แป้งฝุ่นเป็นประจำอยู่แล้ว รองใช้คู่กับรองพื้นตัวนี้ดูสิคะ รับรองสวยเป๊ะแน่นอน

Revlon PhotoReady Foundation

ริ้วรอยหรอ จุดด่างดำหรอ เพียงแค่คุณใช้ Revlon PhotoReady Foundation ก็เอาอยู่แน่นอน หรือหากใครมีรอยแผลเป็นอยู่บนใบหน้าก็ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ เพราะเพียงแค่คุณแต้มรองพื้นตัวนี้ลงไปเบาๆ แต่อาจจะเพิ่มความหนาสักนิด แค่นี้ก็จะมองไม่เห็นรอยแผลเป็นแล้วล่ะ ปกปิดริ้วรอยได้มิดชิดแบบนี้ ไม่ใช้ไม่ได้แล้วนะคะ

6.4

Nars Sheer Glow Foundation

สำหรับรองพื้นตัวนี้แน่นอนว่าคงไม่มีสาวๆ คนไหนไม่รู้จักแน่นอน โดยเฉพาะสาววัยรุ่น เพราะด้วยดีไซต์การออกแบบที่เก๋ไก๋น่าใช้ เหมาะกับวัยรุ่น จึงทำให้สาวส่วนใหญ่ให้ความนิยมกันเป็นจำนวนมากนั่นเอง สำหรับสาววัยทำงานก็สามารถใช้รองพื้นตัวนี้ได้เหมือนกันนะคะ รับรองว่าแจ่มไม่แพ้กันเลยล่ะ

ได้รู้จักกับรองพื้นทั้ง 7 ไอเทมกันไปแล้ว สาวๆ คิดว่าไอเทมไหนเหมาะกับตัวเองมากที่สุดก็ลองซื้อมาใช้กันดูนะคะ แต่สำหรับหน้าร้อนนี้ถ้าจะให้ดี แนะนำให้ใช้รองพื้น Chanel Vitalumiere Aqua ดีกว่าค่ะ เพราะติดทนนานกว่าและไม่หลุดลอกง่ายแน่นอน แถมยังทำให้ใบหน้าของคุณดูเรียบเนียนสวยได้เพียงทาแค่บางเบาอีกด้วย

 

 

ผ้าขาวม้า ผ้าสารพัดประโยชน์ จากภูมิปัญญาไทย

ผ้าขาวม้า เป็นผ้าสารพัดประโยชน์ที่ใช้กันมานานตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ซึ่งตรงกับกับยุคที่อาณาจักรเชียงแสนกำลังเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ในสมัยนั้น สุภาพสตรีนิยมนุ่งผ้าถุงที่ทอจากฝ้ายเป็นหลัก และผู้ชายใช้ผ้าเคียนเอว หรือผ้าที่เป็นต้นกำเนิดของผ้าขาวม้าในยุคปัจจุบันนั่นเอง เดิมที นักวิชาการคาดว่า ผ้าขาวม้าอาจได้รับการคิดค้นขึ้นมานานกว่ายุคสมัยเชียงแสนเสียอีก เพียงแต่ยังหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ไม่ชัดเจนเท่านั้นเอง

5.1

ผ้าขาวม้ามีที่มาจาก

ผ้าขาวม้า มีรากศัพท์มาจากภาษาเปอร์เซีย โดยมีชื่อเรียกเต็มๆว่า Karmar band (การ์มา บันด์) ซึ่งแปลได้ตรงตัวว่า ผ้าที่นำมา รัด คาด หรือพันแทนเข็มขัด ซึ่งเป็นศัพท์ตัวเดียวกันกับภาษา ฮินดี, ภาษามลายู, และพ้องเสียงกับรากศัพท์ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Commer band ซึ่งหมายถึง ผ้ารัดเอวที่ใช้คู่กับชุดทักซิโด้นั่นเอง คงจะคุ้นๆ กันมาบ้างแล้วใช่ไหมล่ะ

ในประเทศไทย คาดว่าการใช้ผ้าขาวม้า ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากชาวไทยใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่ใช้โพกหรือคาดศีรษะ แต่ชาวไทยใช้เคียนเอว หรือใช้ห่อสัมภาระเมื่อเดินทางไกล เพราะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในระหว่างทาง เช่น ปูเป็นที่นอน อาบน้ำ เช็ดตัว ห่มเพื่อกันหนาวกันน้ำค้าง และอื่นๆอีกมากมาย หากใช้ในบ้าน ก็พัฒนามาเป็นเปลนอนสำหรับเด็กหรือ ผ้าคาดอกสำหรับสุภาพสตรี ผ้าโพกผม คลุมผม เพื่อป้องกันความร้อนจากแสงแดดและใช้ซับเหงื่อ เป็นต้น ซึ่งก็ใช้งานได้ดีมากทีเดียว

ซึ่งหลักฐานที่ระบุให้เชื่อได้ว่า ผ้าขาวม้าได้รับความนิยมตั้งแต่ยุคอาณาจักรเชียงแสนนั้นก็คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน ที่เขียนถึงการแต่งกายรูปแบบต่างๆและเรื่องราวในชีวิตประจำวันของชาวเชียงแสน ในภาพจะเห็นได้ชัดว่า ผ้าขาวม้าจะปรากฏอยู่ในทุกภาพกิจกรรมจนชินตา ซึ่งวัฒนธรรมนี้ก็ได้สืบทอดมาจนถึงยุคสมัยของอาณาจักรอยุธยา ในราวๆต้นศตวรรษที่ 22 ซึ่งชาวอยุธยาจะต้องมีผ้าขาวม้าติตัวแทบทุกคนหรือทุกครัวเรือน ตามที่ปรากฏในหลักฐานจากสมุดภาพ ไตรภูมิอยุธยา ซึ่งในยุคนี้ ผ้าขาวม้านิยมใช้ทั่วไปทั้งชายหญิง

 

ผ้าขาวม้า ถือเป็นผ้าสารพัดประโยชน์ มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดยอดนิยมจะอยู่ที่ความกว้าง 3 คืบ ยาว 5 คืบ โดยประมาณ ทอจากเส้นใยฝ้ายเป็นหลัก ในบางท้องถิ่นอาจทอจากเส้นไหม หรือด้ายดิบและเส้นใยป่าน โดยมีกรรมวิธีการทอที่คล้ายๆกัน ก็คือทอสลับสีเป็นลายตารางหมากรุก หรือลายทางยาว นิยมทอเป็นหลักในแถบภาคเหนือและภาคอีสาน โดยมีสนนราคาแตกต่างกันไปตามวัสดุที่ใช้ทอ ซึ่งก็เป็นผ้าที่มีคุณภาพมากทีเดียว แถมยังเหมาะกับการใช้งานแทบทุกสถานการณ์อีกด้วย

ซึ่งผ้าขาวม้านี้ถือเป็นผ้าสารพัดประโยชน์ที่ใช้กันตั้งแต่เกิดยันตาย สามารถช่วยอำนวยความสะดวกได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในด้านการนุ่งห่ม เช็ดทำความสะอาด หรือใช้ห่อสัมภาระต่างๆเป็นต้น อีกทั้งยังมีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดี และแห้งเร็ว ไม่อับชื้น  ถือเป็นผ้ายอดนิยมที่ใช้สืบทอดต่อกันมาในทุกยุคทุกสมัย จนในปัจจุบันนี้ ผ้าขาวม้าก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลงกันเลยทีเดียว

5.2

คุณสมบัติของผ้าหลากชนิดในท้องตลาดที่ควรรู้

หลายท่านเพิ่งมาสัมผัสโลกของงานผ้าและการตัดเย็บ ทำให้เกิดปัญหาในการเลือกผ้าเพื่อใช้ในงานประเภทต่างๆ บทความนี้จะช่วยเป็นแนวทางในการเลือกใช้ผ้าให้ถูกชนิดตามประเภทการใช้งาน โดยที่คุณไม่ต้องคาดเดาและเสียเงินซื้อผิดพลาดอย่างที่เคยเป็นมา

4.1

คุณสมบัติของผ้าชนิดต่างๆ

1 ผ้าฝ้าย หรือ ผ้า Cotton

เป็นผ้าจากเส้นใยธรรมชาติที่สวมใส่สบายที่สุด เพราะมีความนุ่ม โปร่ง สบาย และปรับสภาพตามภูมิอากาศได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ไม่ทนกับอากาศที่หนาวเย็น เนื้อผ้าคงตัว ไม่ยืด ไม่หดง่าย ย้อมสีได้ปานกลาง ไม่ค่อยสดเหมือนผ้าชนิดอื่นๆ ดูดซับน้ำได้ดี ทนต่อสารฟอกขาว มีข้อเสียเด่นๆคือ ค่อนข้างยับง่าย แต่เป็นที่นิยม เพราะเหมาะกับสภาพอากาศของประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อน

2 ผ้าใยผสม

เป็นผ้าที่ผลิตในระบบโรงงาน โดยนำเส้นใยมาผสมกันตามแต่ดีไซเนอร์จะออกแบบ ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมผสมระหว่าง โพลีเอสเตอร์กับฝ้าย หรือฝ้ายกับอะคริลิค เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการปรับสภาพอุณภูมิให้ใกล้เคียงกับเนื้อผ้ามี่ผลิดมาจากเส้นใยธรรมชาติต่างๆ มีข้อดีคือ สามารถทอได้แน่นหนากว่า ละเอียดกว่า และย้อมสีได้ติดทน สดใส แต่มีข้อเสียคือซักรีดค่อนข้างยาก และยับง่าย ทำให้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในงานอุตสาหกรรมเสื้อผ้า แต่นิยมผลิตเป็นกระเป๋าหรือของใช้อื่นๆทั่วไปภายในบ้าน

4.2

3 ผ้าใยสังเคราะห์

เป็นผ้าที่ได้จากเส้นใยสังเคราะห์ชนิดต่างๆ เช่น อะคริลิค โพลีเอสเตอร์ ไนล่อน เป็นต้น ปัจจุบันเป็นที่นิยมในระบบโรงงานเพราะย้อมสีหรือพิมพ์ลายติดง่าย สม่ำเสมอทั่วกันทั้งผืนและได้ลวดลายทันสมัย ตัดเย็บเสื้อผ้าได้ง่ายกว่าเส้นใยธรรมชาติ เพราะทอแน่นกว่าตามแรงและความสามารถของเครื่องจักร มีความยืดหยุ่น และคงรูปได้ดี ไม่เก็บความร้อน ซักทำความสะอาดง่าย และไม่จำเป็นต้องรีด แต่มีข้อเสียคือ ทนความร้อนไม่ได้ หากรีดด้วยไฟแรง หรือเผลอโดนประกายไฟเพีงจุดเล็กๆ ผ้าก็จะไหม้ ละลาย หรือกลายเป็นรูไปในทันที

4 ผ้าไหม

ถือเป็นราชินีแห่งผ้าทากชนิด มีต้นกำเนิดในประเทศไทยแถบภาคอีสาน โดยผลิตเส้นใยจากรังของตัวไหม มีหลายเกรด เกรดที่ดีที่สุดจะมีความเงางาม และเส้นใยที่ละเอียดกว่ามาก มีความมันวาวในตัว ให้ความรู้สึกที่หรูหรา เลอค่า จนปัจจุบันกลายเป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆของประเทศไทย

ผ้าไหม มีคุณสมบัติในด้านของผิวสัมผัสที่อ่อนนุ่ม การระบายอากาศที่ค่อนข้างดี ไม่อับชื้น และสวมใส่สบาย สามารถปรับอุณหภูมิได้เองตามสภาพอากาศ พิมพ์ลวดลายได้ชัดเจน ติดทน และมีสีสันสดใส แต่มีข้อเสียคือราคาที่ค่อนข้างสูง และซักรีดยาก อาจต้องลงแว๊กซ์เพิ่มความเงางามเมื่อใช้ไปได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพราะผ้าไหมค่อนข้างเก่าเร็วกว่าผ้าชนิดอื่นๆ

ทั้งหมดนี้คือผ้าชนิดหลักๆที่มีขายทั่วไปตามตลาดในเมืองไทย ส่วนใหญ่อยู่ในย่านสำเพ็ง พาหุรัด และวงเวียนใหญ่ ผ้าบางชนิดอาจต้องหาซื้อตามท้องถิ่นที่เป็นแหล่งผลิต จะได้ราคาที่ประหยัดและย่อมเยากว่ามาก ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนซื้อ ควรวางแผนชิ้นงานที่ต้องการตัดเย็บอย่างละเอียด เพื่อจะได้ควบคุมงบประมาณและได้รับความคุ้มค่าตามที่คุณคาดหวังไว้

ข้อดี ข้อเสียของผ้าขนหนู cotton

ผ้าขนหนูที่เราใช้กันเป็นประจำทุกวันนั้น มีหลายแบบด้วยกัน ซึ่งก็จะมีทั้งผ้าฝ้าย ผ้า cotton และผ้าขนหนูที่ทำจากเส้นใยอื่นๆ อีกมากมาย แต่ที่นิยมมากที่สุดในตอนนี้ก็คงจะเป็นผ้าขนหนูที่ทำจาก ผ้า cotton ใช่ไหมเอ่ย ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากทีเดียว เนื่องจากผ้า cotton นั้นมีความสามารถในการซึมซับน้ำได้ดี อีกทั้งยังมีคุณสมบัติอีกหลายข้อด้วยกัน เราไปดูกันดีกว่าว่าผ้าขนหนู cotton นั้น มีข้อดี ข้อเสียอย่างไรบ้าง

3.1

ข้อดี ของผ้าขนหนู cotton

  1. ซึมซับน้ำได้ดี : ซึ่งผ้าขนหนู cotton นั้นจะสามารถซึมซับน้ำได้ดีมาก เช็ดตัวแห้งเร็ว และไม่อับชื้นง่ายอีกด้วย จึงนิยมนำมาใช้เช็ดตัวในขณะอาบน้ำมากที่สุด หรืออาจจะนำมาเช็ดหน้าด้วยก็ได้ ซึ่งก็มีทั้งผ้าผืนใหญ่และผืนเล็กให้เลือกใช้กันตามประโยชน์ใช้สอยกันเลยทีเดียว
  2. นุ่มสบาย มีความยืดหยุ่นสูง : ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว แถมสัมผัสที่นุ่มของผ้าขนหนูยังช่วยให้รู้สึกสบายเมื่อเช็ดตัวด้วยผ้าขนหนูอีกด้วย
  3. ซักทำความสะอาดง่าย : ไม่ทำให้เนื้อผ้าแข็ง ซึ่งต่างจากผ้าขนหนูอื่นๆ ที่เมื่อซักบ่อยครั้งเข้า ผ้าจะเริ่มแข็งสัมผัสไม่นุ่มเหมือนเก่า แถมยังทำให้รู้สึกไม่สบายตัวอีกด้วย แต่ถ้าเป็นผ้าขนหนู cotton ล่ะก็ ให้สัมผัสที่นุ่มสบายหายห่วงแน่นอน

ข้อเสีย ของผ้าขนหนู cotton

  1. ยับง่าย : จึงต้องเก็บผ้าขนหนูให้ถูกวิธีและระมัดระวังไม่ให้เกิดการยับ โดยอาจจะแขวนหรือพับเก็บก็ได้ ในการซักก่อนตากก็ควรสะบัดผ้าให้ดีเพื่อไม่ให้ผ้ายับนั่นเอง
  2. ราคาสูงมาก : แต่ก็นะผ้า cotton เป็นผ้าที่มีคุณภาพสูงนี่นา ราคาก็เลยสูงไปด้วย ใครที่อยากจะใช้ผ้าขนหนู cotton ก็ต้องลงทุนกันหน่อยล่ะ คิดเสียว่าถึงแม้ราคาจะสูง แต่คุณภาพก็เหลือล้นนะคะ
  3. เก่าเร็ว : แค่ซักบ่อยๆ หรือตากแดดมากเกินไปก็อาจจะทำสีของผ้าซีดและเก่าเร็วได้แล้ว แต่ก็มีวิธีป้องกันเหมือนกัน คือไม่ควรซักบ่อยเกินไปและควรตากแดดอ่อนๆ ในยามเช้าหรือช่วงเย็นก็พอ เพื่อไม่ให้สีผ้าซีดเก่าเร็วนั่นเอง

และนี่คือข้อดีข้อเสียของผ้าขนหนู cotton แต่ถ้ารู้จักใช้ รู้จักดูแลรักษาให้ดี ผ้าขนหนู cotton ก็จะอยู่กับคุณไปอย่างยาวนานเลยล่ะค่ะ ใครที่กำลังมองหาผ้าขนหนูโดนใจอยู่ล่ะก็ ลองเลือกใช้ผ้าขนหนูที่ทำจากผ้า cotton กันดูสิคะ และไม่เพียงแต่ผ้าขนหนูเท่านั้นนะ แต่เสื้อผ้า ผ้าห่มที่ทำจากผ้าชนิดนี้ ก็ให้ความสบาย นุ่มและให้สัมผัสที่รู้สึกสบายตัวกับคุณได้เหมือนกัน ดังนั้นเรามาใช้ผ้าขนหนู cotton กันดีกว่าค่ะ